Italia 90 To Be Number One ความอมตะแห่งบทเพลงในกลิ่นอายฟุตบอลโลก

Italia 90 To Be Number One

Italia 90 To Be Number One ความอมตะแห่งบทเพลงท้ามกลางกลิ่นอายในห้วงความทรงจำของฟุตบอลโลก

Italia 90 To Be Number One

Italia 90 To Be Number One ศึก ฟุตบอลโลก 1990 ณ “ดินแดนมักกะโรนี” ประเทศอิตาลี ได้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ หลังจากที่พลาดหวังมาในการเข้าชิงชนะเลิศ 2 ครั้ง ติดต่อกัน และสำหรับทัพ “อินทรีเหล็ก” ทีมชาติเยอรมนีตะวันตก (ในสมัยนั้น) มาถึงฟุตบอลโลกครั้งนี้ขุนพล “นักเตะเมืองเบียร์” ได้เถลิงฉลองครองแชมป์สมัยที่ 3 แต่ทัวร์นาเม้นท์ที่ อิตาลี ปี 1990 นั้นกลับมีเรื่องที่น่าผิดหวัง หลังจากแฟนบอลทั่วโลกตั้งตารอคอยมาถึง 4 ปี เมื่อหลายชาตินั้นต่างเล่นกันแบบเน้นเกมรับเป็นหลัก จึงทำให้หลายคู่ในรอบน็อคเอาท์ ต้องมาตัดสินผลแพ้-ชนะกันด้วยการดวลจุดโทษ 

ด้วยในฟุตบอลโลกในปี 1990 ที่อิตาลี่นั้น ยังคงกฏิกาเดิมในสมัยนั้น โดยกรณีที่นักเตะสามารถใช้เท้า สัมผัสบอลส่งคืนหลัง แล้วผู้รักษาประตูสามารถใช้มือรับบอลได้ และยังไม่จำกัดเวลา ในการครองบอลของผู้รักษาประตู ซึ่งยังไม่ได้ดูว่าเป็นการถ่วงเวลาในยุคนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ฟุตบอลโลก90 นั้น มีการทำประตูเฉลี่ยนั้นค่อนข้างน้อยมาก และในการได้แต้ม ทัวร์นาเม้นท์นี้ ในสมัยนั้นยังเป็นการได้แต้มดังนี้

ชนะ : ได้ 2 แต้ม (ปัจจุบันได้ 3 แต้ม)

ส่วนเสมอนั้น ได้ 1 แต้ม และถ้าแพ้ จะไม่ได้แต้มเช่นกันกับปัจจุบัน

มีส่วนเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้การกระหายในการจะเอาชนะกันนั้น น้อยมากๆ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การทำประตูโดยเฉลี่ยของรายการนี้ นั้นน้อยที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลก ในยุคสมัยใหม่ ในช่วง 28 ปีหลัง

ในยุคที่การสื่อสาร อาจจะมีแค่เพียง โทรทัศน์ ,วิทยุ ,หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร การฟังเพลงก็เป็นสิ่งนึง ที่ทำให้คนในยุตนั้นได้ผ่อนคลายอารมณ์ยามว่าง และบรรยากาศในช่วงเวลา การแข่งขัน ฟุตบอลโลก ในยุคที่กำลังก้าวข้ามทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 และเป็นทศวรรษแรก ที่ตามมาด้วยผลกระทบของการสิ้นสุดสงครามเย็น โดยสิ่งที่ทำให้บรรดาแฟนบอล และผู้คนทั่วไป ได้จดจำห้วงเวลานั้นๆ ที่เกิดขึ้น เพลงประจำการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 1990 ครั้งนี้ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนโดยทั่วไปในยุคนั้น ยังตราตรึงใจไปกับบทเพลงนี้

Italia 90 To Be Number One Un’Estate Italiana (To Be Number One)

ซึ่งเป็นเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก1990 หรือ อิตาเลีย90 ที่ขับร้องโดยศิลปิน : จิอันนา นันนินี่ และ เอดูอาร์โด เบนนาโต 

แม้จะไม่ใช่เพลงจังหวะสนุกสนานเล้าใจ แต่ท่วงทำนอง และรีฟกีต้าร์ มีความเป็นร็อกหนักแน่น สำเนียงบาดใจ ก็บิ้วด์กระตุ้นอารมณ์ ให้กับแฟนฟุตบอล รวมไปถึงผู้คนทั่วไป ที่ได้รับฟังแล้วรู้สึกขนลุกเลยทุกครั้ง เมื่อได้ยินแค่ท่อนอินโทรของเพลงนี้ โดยคำร้องต้นฉบับนั้น เป็นภาษาอิตาเลี่ยน และยังมีเวอร์ชั่น ภาษาอังกฤษ สำหรับใช้ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ปี 1990 ที่อิตาลี นี้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งบทเพลงประจำทัวร์นาเม้นต์ การแข่งขันมหกรรมกีฬา ที่อยู่ในใจทุกคนที่เคยใช้ชีวิตในยุคนั้นตลอดมา และแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 32 ปีแล้วก็ตาม

เรื่องราวที่สร้างความประหลาดใจ และทีมม้ามืดใน ฟุตบอลโลก1990

Italia 90 To Be Number One

เริ่มด้วยเกมเปิดสนาม ฟุตบอลโลก ครั้งนี้ แชมป์เก่า ทีมชาติอาร์เจนติน่า เต็ง 1 ของรายการนี้ แต่กลับมาเจอทีเด็ดของทัพ “หมอผี” แคเมอรูน เฉือนเอาชนะไปได้อย่างเหนือความคาดหมาย ตั้งแต่เริ่มนัดแรกของทัวร์นาเม้นต์ และทำให้ แคเมอรูน จึงเป็นทีมจอมเซอร์ไพรส์แห่งฟุตบอลโลกนั้น แล้วยังสามารถทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยมีซุปเปอร์สตาร์ประจำทีมอย่าง โรเจอร์ มิลญ่า ดาวยิงของทัพ “หมอผี” ที่ติดทีมชาติมาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แม้ว่าจะมีอายุอานามจะปาเข้าไป 38 ปี แล้วก็ตาม นอกจาก มิลลา ที่เป็นที่จดจำจากการเป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่ทำประตูได้ในรอบสุดท้ายด้วยอายุ 38 ปี กับอีก 20 วัน

เซอร์ไพรส์ขึ้นมาก็จะมี ซัลวาตอเร สคิลลาชี โดยที่เจ้า “โตโต้” ซัลวาตอเร สคิลลาชี ดาวยิงของทัพ “อัซซูรี่” ทีมชาติอิตาลี (เจ้าภาพ) นั้นขึ้นมาเป็นดาวยิงสูงสุดของทัวร์นาเม้นท์นี้ จากการยิงไป 6 ประตู ได้อย่างไม่ได้คาดคิดคาดฝัน เพราะก่อนหน้าในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย “เจ้าโตโต้” นั้นเพิ่งจะถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติอิตาลี่ ได้ไม่กี่นัด แล้วก็มาได้โอกาสเล่นฟุตบอลโลกครั้งนี้ ด้วยการเป็นตัวสำรอง แต่สุดท้ายก็สามารถระเบิดฟอร์มจนเกือบพา “ทัพขุนพลอัซซูรี่” เข้าชิงชนะเลิศได้เลย

“โตโต้” ซัลวาตอเร สคิลลาชี เจ้าของรางวัลรองเท้าทองคำ ในอิตาเลีย 1990 ถือว่าเขานั้น ได้แจ้งเกิดในช่วงข้ามคืน เพราะว่า ก่อนหน้าที่จะทำการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ศูนย์หน้าของทัพ “ม้าลาย” ยูเวนตุส รายนี้ เพิ่งจะลงเล่นให้กับทีมชาติอิตาลี เพียงแค่ 1 เกมเท่านั้น แต่ในเกมนัดแรกที่ “เจ้าโตโต้” ถูกเปลี่ยนตัวลงมา ในแมตช์ที่พบกับทัพ “อินทรีย์ดำ” ทีมชาติออสเตรีย เขาก็สามารถยิงประตูชัยให้ทีมชาติอิตาลี่ชนะไปได้ 1-0

เส้นทางของทัพ “อินทรีย์เหล็ก” ทีมเยอรมันตะวันตก (ในสมัยนั้น)

Italia 90 To Be Number One

เริ่มต้นมาได้อย่างสวยหรู เมื่อ ไล่ต้อน ทีมชาติยูโกสลาเวีย 4-1

อัดถลุง สหรัฐ อาหรับ เอมิเรซ 5-1

และ เสมอกับทัพ “โคเคน” โคลัมเบีย 1-1 ในรอบแรก

ก่อนที่รอบก่อนรองชนะเลิศ (16 ทีมสุดท้าย)

เอาชนะ “อัศวินสีส้ม” ฮอลแลนด์ 2-1

ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย สามารถเบียดเอาชนะ เช็กโกสโลวะเกีย 1-0

ในรอบรองชนะเลิศ : ได้โคจรมาพบกับ “ทัพสิงห์โตคำราม” อังกฤษ เสมอกัน 1-1 เกมยืดเยื้อไปถึงยิงลูกจุดโทษ เป็น “ทัพอินทรีย์เหล็ก” เอาชนะไป 4-3

ในนัดชิงชนะเลิศนั้นแม้ว่า “อินทรีเหล็ก” เยอรมนีตะวันตก

จะเอาชนะด้วยการได้ประตูชัยจาก ลูกโทษที่จุดโทษจาก อันเดรียส์ เบรห์เม่ เฉือนเอาชนะทัพ “ฟ้าขาว” ทีมชาติอาร์เจนติน่า ไป 1-0

แต่เรื่องของรูปเกมโดยทั่วไปนั้นทัพ ”อินทรีเหล็ก” ดูเหนือกว่ามาก จากการที่มีนักเตะชั้นยอดในทีมมากมายในยุคนั้น

ไม่ว่าจะเป็น โลธาร์ มัทเธอุส, รูดี้ โฟลเลอร์, เจอร์เกน คลิ้นส์มันน์, เจอร์เกน โคห์เลอร์, โธมัส เฮสเลอร์ และ อันเดรียส์ เบรห์เม่ ผู้ซัดจุดโทษเป็นประตูชัย

รวมไปถึงมี ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ เป็นกุนซือชั้นดี จึงกล่าวได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ของ ทีมชาติเยอรมันตะวันตก จะได้ครองแชมป์โลก 3 สมัย และมาพร้อมกับบทเพลง We Are The Champions ของ วง Queen ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามแล้วประสพชัยชนะอันยิ่งใหญ่

จากท่อนอินโทรที่ติดหู และท้วงทำนองการขับร้องในเพลง To Be Number One ใน อิตาเลีย1990 นั้น กำลังก้าวถึง การ์ต้า2022 ในวันนี้ 32 ปีผ่านไปแล้ว แต่บทเพลงนี้จะไม่มีวันลืมเลือนหายไปจากความทรงจำ และจะตราตรึงใจของผู้คนที่เคยได้สัมผัสในกลิ่นอายของห้วงเวลานั้นอย่างถึงที่สุด 

กับ บทความกีฬาที่น่าสนใจ ที่พร้อมเสิร์ฟคอบอลเป็นประจำทุกวัน

แคง เดอะ คองเคอเรอร์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น